5 นักเตะ จาก 5 ตำแหน่ง ที่ผีแดงต้องรีบซื้อ


ไม่ไหวแล้วซื้อเถอะ

นี่คือ 5 นักเตะ จาก 5 ตำแหน่ง ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรจะซื้อมาร่วมทีมโดยเร็วที่สุด เพื่อดึงสถานการณ์ของทีมให้กับมาสู่เส้นทางที่เหมาะสมอีกครั้ง


ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกไปพ่ายให้กับลิเวอร์พูล 1-3 ชนิดที่รูปเกมสู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ก็ยิ่งทำให้เราเห็นได้ว่า ทัพปีศาจแดงในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ทีมที่น่าเกรงขาม และไม่ใช่ทีมลุ้นแชมป์ลีกอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทัพปีศาจแดงก็ยังเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ พวกเขามีเงินทุนหนาพอที่จะทุ่มเพื่อซื้อนักเตะมาร่วมทีมได้ เพราะฉะนั้นแล้ว พวกเขาควรจะเสริมนักเตะเข้ามาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทีมของพวกเขากลับมาสู่สภาพที่ควรอีกครั้ง

และนี่ก็คือ 5 นักเตะ จาก 5 ตำแหน่ง ที่เราอยากแนะนำให้แมนฯ ยูไนเต็ดเสริมทัพ เพื่อที่พวกเขาจะได้กลับมาเป็นทีมที่น่าเกรงขามอีกครั้ง


เซนเตอร์แบ็ค : คาลิดู คูลีบาลี่ (นาโปลี)

แม้แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีกองหลังอยู่ในทีมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรโฮ, สมอลลิ่ง, โจนส์, ลินเดเลิฟ และไบญี่ แต่ทว่าทั้ง 5 คน ก็ถูกแฟนบอลปีศาจแดงมองว่า ยังไม่ดีพอที่จะเป็นตัวหลักให้กับทีมได้เลย และสถิติการเสีย 29 ประตู จาก 17 เกมลีก ก็เป็นข้อพิสูจน์ถึงความปวกเปียกในแผงหลังของพวกเขาได้เป็นอย่างดี

ฉะนั้นแล้ว เราจึงมองว่าพวกเขาควรเสริมเซนเตอร์แบ็คเข้ามาร่วมทีมก่อน และคนที่เหมาะสมที่สุดก็คงจะเป็นคูลีบาลี่ ปราการหลังสุดแกร่งของนาโปลี โดยไบญี่มีค่าเฉลี่ยการเข้าปะทำสำเร็จในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก สูงถึง 2.5 ครั้ง/เกม นอกจากนี้ ปราการหลังทีมชาติเซเนกัลยังเป็นนักเตะที่แย่งบอลได้มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเซเรีย อา และหากนับเฉพาะกองหลัง เขาก็เป็นอันดับ 1

อย่างไรก็ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด คงไม่ได้ตัวเขามาง่ายๆ แน่ เพราะคูลิบาลี่นั้นตกเป็นข่าวกับหลายๆ ทีมชั้นนำในยุโรป ที่สำคัญคือ ออเรลิโอ เด ลอเรนติส คงไม่ยอมปล่อยกองหลังวัย 27 ปี ไปง่ายๆ แน่ หากไม่ได้ค่าตัวที่เหมาะสม

ตัวเลือกสำรอง : โทบี้ อัลเดอไวเรลด์ (สเปอร์ส)


แบ็คขวา : อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ (โรม่า)

จริงอยู่ที่แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีดีโอโก้ ดาล็อท ในตำแหน่งนี้ แต่เขาก็เพิ่งจะมีอายุ 19 ปี และยังต้องใช้เวลาเสริมกระดูกให้ตัวเองอีกพอสมควร ขณะที่อันโตนิโอ วาเลนเซีย ก็ไม่ใช่ฟูลแบ็คธรรมชาติ รวมถึงกำลังเข้าสู่บั้นปลายอาชีพแล้ว เพราะฉะนั้น ทัพปีศาจแดงก็ควรจะเสริมแบ็คขวามาร่วมทีม

แม้มีข่าวมาว่าดานี่ อัลเวส อยากมาลงเล่นในพรีเมียร์ลีก แต่เขาก็ดูจะมีอายุมากเกินไปแล้ว ขณะที่คีแรน ทริปเปียร์ ก็คงจะมีราคาสูงลิบแน่นอน หากแมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการจะดึงตัวมา เพราะฉะนั้น เราจึงมองว่าตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดก็คงจะเป็นอเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ ดาวเตะจากโรม่า

ฟลอเรนซี่ถือเป็นฟูลแบ็คชั้นยอดของเซเรีย อา โดยเจ้าตัวมีครบทั้งความรวดเร็ว การเติมเกมที่ยอดเยี่ยม เข้าปะทะได้ดี อีกทั้งยังมีทีเด็ดจากลูกยิงไกลอีกด้วย ฉะนั้นหากเขาย้ายมาโอลด์ แทรฟฟอร์ด ดาวเตะรายนี้ก็คงจะช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้กับการเติมเกมรุกของฟูลแบ็ค รวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งในเกมรับได้เป็นอย่างดี

แต่การดึงตัวฟลอเรนซี่มาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน เพราะเจ้าตัวอยู่กับโรม่ามาตั้งแต่อายุ 11 ปี เขามีความผูกพันกับทีมมาก อย่างไรก็ตาม การที่ทีมร้างความสำเร็จ และการที่ทีมกำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ก็อาจจะทำให้ดาวเตะทีมชาติอิตาลี ตัดสินใจอำลากรุงโรม มาอยู่ที่แมนเชสเตอร์ก็เป็นได้

ตัวเลือกสำรอง : อารอน วาน-บิสซาก้า (คริสตัล พาเลซ)


กองกลางตัวรับ : มาร์เซโล โบรโซวิช (อินเตอร์ มิลาน)

ในฤดูกาลที่แล้ว เนมันย่า มาติช ถือเป็นหนึ่งในคนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดกับแมนฯ ยูไนเต็ด เขาเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกมรับของทีมเสียประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีก แต่ในฤดูกาลนี้ เจ้าตัวกลับทำผลงานได้ไม่เหมือนเคย มิดฟิลด์ชาวเซิร์บดูเฉื่อยชาลงไปมาก และมันอาจจะถึงเวลาแล้ว ที่ทัพปีศาจแดงต้องหาคนมาแทน

และตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะมาแทนมาติชในสายตาของเราก็คือ มาร์เซโล โบรโซวิช มิดฟิลด์ของอินเตอร์ มิลาน เพราะเจ้าตัวเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่มีเทคนิคดีทีเดียว เขามีสถิติจ่ายบอลสำเร็จในเซเรีย อา สูงถึง 89.4 % นอกจากนี้ยังมีค่าเฉลี่ยเข้าปะทะสำเร็จอยู่ที่ 3.2 ครั้ง/เกม รวมถึงเป็นเจ้าของสถิติแย่งบอลได้มากที่สุดในเซเรีย อา ฤดูกาลนี้ด้วย ที่สำคัญคือ มิดฟิลด์ชาวโครแอตรายนี้มีทีเด็ดจากลูกเซ็ตพีช และการยิงไกลด้วย

ทั้งนี้ แมนฯ ยูอาจจะต้องทุ่มเงินมากพอสมควรเพื่อคว้าตัวกองกลางวัย 26 ปีรายนี้มาร่วมทีม เพราะเขาถือเป็นนักเตะคนสำคัญของทัพงูใหญ่ และสปัลเล็ตติ ก็คงจะไม่อยากเสียโบรโซวิชไปแน่

ตัวเลือกสำรอง : อับดุลลาย ดูกูเร่ (วัตฟอร์ด)


ปีกขวา : วิลฟรีด ซาฮา (คริสตัล พาเลซ)

หากใครที่ได้ดูแมนฯ ยูไนเต็ด เล่นบ่อยๆ จะรู้สึกได้ว่า พวกเขามักจะขึ้นเกมรุกทางกราบซ้ายของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ และนั่นก็ทำให้พวกเขาขาดประสิทธิภาพในการเปิดเกมรุกทางกราบขวาของทีม ซึ่งมันส่งผลให้ทีมเล่นเกมรุกได้ไม่ดีเท่าที่ควร ขณะที่นักเตะที่เล่นเกมริมเส้นได้ดีอย่างอเล็กซิส ซานเชส, อองโตนี่ มาร์กซิยาล รวมถึงมาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ดูจะถนัดการเล่นทางฝั่งซ้ายมากกว่า ทำให้ทัพปีศาจแดง ควรจะเสริมปีกขวามาร่วมทีมให้ได้

และในปัจจุบัน ที่ผู้เล่นในตำแหน่งปีกต้องไม่ใช่แค่เพียงลากบอลไปเปิดเท่านั้น พวกเขาต้องขยับเข้ามาเล่นเกมรุกในกรอบเขตโทษได้ดี รวมถึงจบสกอร์ได้ด้วย ก็ทำให้เรามองว่า ซาฮา คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทีม และน่าจะช่วยเพิ่มมิติเกมรุกให้ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย ได้เป็นอย่างดี

แม้ซาฮาจะไม่มีประสบการณ์ในเกมระดับยุโรป แต่เขาก็ทดแทนมันด้วยประสบการณ์ที่มากมายในพรีเมียร์ลีก ดาวเตะชาวไอวอเรี่ยนอาจจะลงเล่นให้ทีมโซนท้ายตารางอย่างคริสตัล พาเลซ แต่เจ้าตัวก็มีสถิติที่ดูดีทีเดียวโดยเฉพาะเรื่องของการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง ซึ่งทำได้เฉลี่ยเกมละ 2.6 ครั้ง มากกว่านักเตะในแนวรุกทุกคนของแมนฯ ยูไนเต็ด นอกจากนี้ เจ้าตัวยังโยกไปเล่นทางกราบซ้าย หรือเล่นกองหน้าตัวเป้าได้

สำหรับซาฮา แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะมีโอกาสดีทีเดียวที่จะคว้าเขาไปร่วมทีม เพราะซาฮาน่าจะต้องการลงเล่นให้กับทีมที่ใหญ่ขึ้น และได้สัมผัสเกมสโมสรยุโรป ที่สำคัญคือ เจ้าตัวน่าจะอยากพิสูจน์ตัวเองในโอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้ง หลังแทบไม่ได้รับโอกาสเลย ตอนย้ายไปอยู่กับทัพปีศาจแดงเมื่อปี 2013

ตัวเลือกสำรอง : ไรอัน เฟรเซอร์ (บอร์นมัธ)


กองหน้า : เมาโร อิคาร์ดี้ (อินเตอร์ มิลาน)

แม้ในฤดูกาลแรก ลูกากูจะทำผลงานได้ไม่เลวนัก แต่เจ้าตัวก็ยังถูกวิจารณ์มาโดยตลอด จนมาฤดูกาลนี้ ฟอร์มการเล่นที่ตกต่ำลงไปก็ยิ่งทำให้ดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยมรายนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องการหาตำแหน่งในเกมรุก และการสัมผัสบอลแรกที่เข้าขั้นแย่ และนั่นก็ทำให้แฟนบอลเรด เดวิลส์ หลายๆ คน เริ่มอยากให้ทีมนำเข้ากองหน้าตัวใหม่มา

ซึ่งบรรดากองหน้าระดับท็อปของโลกในปัจจุบัน ต่างก็อยู่ในทีมระดับท็อปของยุโรปหมดแล้ว เว้นก็เพียงแต่เมาโร อิคาร์ดี้ ของอินเตอร์ มิลาน ( ขอโทษแฟนบอลเนรัซซูรี่มา ณ ที่นี่ด้วยนะ ที่เราไม่ได้มองทีมรักของคุณเป็นทีมระดับท็อปในปัจจุบัน) เท่านั้น ที่ทัพปีศาจแดงมีโอกาสจะดึงตัวเขามาร่วมทีมได้

โดยตลอด 4 ฤดูกาลที่ผ่านมา อิคาร์ดี้ไม่เคยยิงประตูให้ทีมน้อยกว่า 15 ลูก ส่วนในฤดูกาลนี้ ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนติน่าก็ทำไปแล้ว 13 ประตู จากการลงเล่น 19 เกมทุกรายการ และเพิ่งจะคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของเซเรีย อา ไปหมาดๆ ด้วย

แต่การคว้าตัวอิคาร์ดี้นั้นคงไม่ง่ายแน่ เพราะดาวยิงฟ้าขาวรายนี้ตกเป็นข่าวกับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริด มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นแมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องรีบดำเนินการในตลาดซื้อขายให้เร็วที่สุด หากอยากได้หัวหอกวัย 25 ปีรายนี้มาร่วมทีม

ตัวเลือกสำรอง : อังเดร ซิลวา (เซบีญ่า/เอซี มิลาน)


Powered by UFABET

ทำไมทีมในแชมเปี้ยนชิพควรเรียนรู้จาก แดเนี่ยล และ นอริช


ใช้เงินน้อยแต่ 100 เปอร์เซนต์

การรั้งจ่าฝูงในลีกของนอริชดูเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ เพราะทีมนกขมิ้นถูกจำกัดการใช้เงินเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่ Daniel Storey จะอธิบายให้เข้าใจว่าพวกเขาจึงทำได้เหนือความคาดหมายเช่นนี้


ถ้าให้เดากันเล่นๆ ลีกแชมเปี้ยนชิพคงหลอกเราจนหัวหมุนแน่ๆ มีหลายทีมที่ฟอร์มเข้าฝักรวมถึงฟอร์มตกและร่วงไปอยู่ท้ายตาราง การแข่งขันฟุตบอลในวันเสาร์ – อังคาร มีการเปลี่ยนแปลงไปมามากกว่าที่คาดคิด และแชมเปี้ยนชิพก็ทำให้คุณประหลาดใจมากๆเลย

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามในระหว่างคริสมาสต์และเดือนพฤษภาคม เดเนี่ยล ฟาร์คเคอร์ ได้เปลี่ยนแปลงนอริช ซิตี้ จากที่เคยทำได้ 60 คะแนนจาก 46 เกมในลีก เมื่อปี 2017-18 แต่ปัจจุบันพวกเขาทำไปแล้ว 43 แต้ม จาก 21 เกมในลีกฤดูกาลนี้

ทีมนกขมิ้นจบอันที่ 14 มีแต้มห่างจากโซนเพลย์อ็อฟ 15 แต้ม เมื่อปีที่แล้ว เป็นแค่ทีมกลางตารางเท่านั้น ในเดือนกันยายน ทีมกลางทีมนี้ห่างใกล้จากความทะเยอทะยานอย่างมาก หลังชนะแค่เกมเดียวจาก 6 นัดแรกในลีก และอยู่อันดับที่ 17 เกมรับก็อ่อนปวกเปียก เกมรุกก็ฝืดอย่างน่าใจหาย ไม่มีแฟนบอลคนไหนอยากจะใจร้อนอย่างไม่จำเป็นหรอก แต่แฟนบอลผู้ถือตั๋วปีกับทีมต่างเชื่อว่าการทำทีมของฟาร์คเคอร์กำลังย่ำแย่ลง

กุนซือชาวเยอรมันย้ายจากดอร์ทมุนด์มารับงานที่ลีกรองของอังกฤษตามหลัง เดวิด วากเนอร์ แต่เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จแบบเพื่อนร่วมชาติเท่าไหร่ แม้อดีตกองหน้าของนอริชอย่าง ดีน แอชตัน ออกมาหนุนหลังฟาร์คเคอร์ว่าเขาควรทำหน้าที่จนจบฤดูกาลเป็นอย่างน้อย ก่อนจะไล่เขาออก แต่มันดูไม่เป็นแบบนั้นเลย


จิตใจที่ไม่ยอมแพ้

หลังจากที่ฟอร์มไม่ดีมาช่วงต้น นอริชกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้งในลีก รั้งอันดับหนึ่งของตาราง โดยไม่แพ้ใครในลีกมา 9 นัดติดต่อกันแล้ว ตอนนี้ลูกทีมของฟาร์คเคอร์ เหลืออีก 6 แต้มก็จะได้โอกาสเลื่อนชั้นอย่างอัตโนมัติ ซึ่งแฟนๆต่างเฝ้าฝันว่าทีมจะเลื่อนชั้นได้สำเร็จ และตัวของฟาร์คเคอร์ก็ได้รางวัลผู้จัดการยอดเยี่ยมประจำเดือนไปครองอีกด้วย

กุญแจสู่ความสำเร็จของนอริชคือความยืดหยุ่นของพวกเขา พวกเขาเสียประตูแรกของเกม 9 นัด จาก 21 เกมในลีก และชนะ 4 นัด กับ เสมออีก 2 นัดจากเกมเหล่านั้น ลูกทีมของฟาร์คเคอร์มีสถิติคว้า 1.56 แต้มต่อเกมที่พวกเขาเสียประตูก่อน ซึ่งไม่มีทีมไหนในลีกมีสถิตินี้ดีกว่าพวกเขาไปได้

นอริชยังเป็นเจ้าแห่งการยิงประตูช่วงท้ายเกม 47 เปอร์เซนต์ของประตูที่ทีมทำได้มาจากช่วง 20 นาทีสุดท้าย และมีผลต่างประตูดีที่สุดในลีกหลังนาทีที่ 70 เป็นต้นไป เจ้าของฉายา ‘นกขมิ้น’ ขึ้นนำคู่แข่งเป็นเวลา 428 นาทีในฤดูกาลนี้ ซึ่งน้อยกว่าทีมอันดับที่ 18 อย่าง เบรนท์ฟอร์ด ซะอีก แต่อย่างไรซะนอริชก็มีแต้มมากว่าพวกเขาถึง 21 คะแนน

การเปลี่ยนแปลงของนอริชนั้นน่าประทับใจมากขึ้นไปอีก เนื่องจากพวกเขาถูกจำกัดงบประมาณในการเสริมทีม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2016 พวกเขาต้องขายนักเตะไป 6 คน เพื่อค่าตัวประมาณ 10 ล้านกว่าปอนด์ และตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งที่สองในปีเดียวกัน ด้วยเหตุนั้นทำให้พวกเขาต้องจำกัดงบประมาณ แม้จะขายนักเตะในทีมได้ในราคาที่สูง แต่นอริชก็ไม่เคยใช้เงินมากกว่า 3 ล้านปอนด์ในการเสริมทัพเลยนับตั้งแต่ปี 2016


การปฏิวัติของชาวเยอรมัน

เหมือนกับวากเนอร์ที่ฮัดเดอร์สฟิลด์ ฟาร์คเคอร์ก็คว้าตัวนักเตะเก่ามาร่วมงานที่อังกฤษด้วย นับตั้งแต่รับงานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว มี 7 นักเตะที่มาจากเยอรมันไม่ว่าจะเป็นลีกสูงสุดหรือลีกรอง 4 นักเตะที่ถูกใช้งานเป็นตัวจริงมากที่สุดก็เป็นชาวเยอรมันเช่นกัน

ฟาร์คเคอร์ไม่ใช่คนเดียวที่ควรได้เครดิตในการพัฒนานอริชให้ดีขึ้นขณะที่ทีมต้องใช้จ่ายอย่างจำกัด แต่เป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวากเนอร์ด้วย นั่นก็คือผู้อำนวยการกีฬา สจวร์ต เว็บเบอร์ ที่เคยทำงานกับฮัดเดอร์สฟิลด์และช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นพรีเมียร์ลีกสำเร็จ ก่อนจะออกมาทำงานที่นอริช เขามีบทบาทสำคัญมาๆและมีส่วนช่วยให้ทีมจ่าฝูงในตอนนี้ดูดีขึ้นอย่างมากเลย

แต่คุณพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมฟาร์คเคอร์ถึงถูกมองว่าเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เพราะในขณะที่ผู้บริหารกำลังพูดคุยเรื่องค่าจ้างกับผู้จัดการทีมโปรไฟล์สูงอยู่นั้น ฟาร์คเคอร์ได้รวบรวมทีมที่แตกแยกในซัมเมอร์นี้ให้เป็นหนึ่งเดียว คอยให้กำลังใจนักเตะและช่วยให้พวกเขาทำผลงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย

ในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ เมื่อทีมมีฤดูกาลที่ยากลำบากอาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจ แต่ฟาร์คเคอร์กลับทำทีมไปในทิศทางตรงกันข้าม ถ้าเรื่องนี้พิสูจน์ว่าแชมเปี้ยนชิพยังเป็นลีกที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย นี่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายในการเสริมทัพและค่าเหนื่อยอย่างระมัดระวังไม่ใช่แค่กลยุทธ์ในการพาทีมเลื่อนชั้นเท่านั้น สโมสรที่เหลือในหกอันดับแรกน่าจดจำเรื่องนี้ได้ดีเช่นกัน


Powered by UFABET


10 ชุดทีมชาติคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ที่อาศัย “Ugly Football”

นี่คือเหล่าทีมที่สามารถคว้าแชมป์รายการระดับชาติได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทีมที่ดีที่สุด, ต้องเล่นสวยงามที่สุด แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการคว้าแชมป์ แม้จะโดนปรามาสว่าเป็น “Ugly Football” ก็ตาม…

นี่คือเหล่าทีมที่สามารถคว้าแชมป์รายการระดับชาติได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทีมที่ดีที่สุด, ต้องเล่นสวยงามที่สุด แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการคว้าแชมป์ แม้จะโดนปรามาสว่าเป็น “Ugly Football” ก็ตาม…

ใช่แล้ว… ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือชาวเซิร์บ ที่เพิ่งพา “ช้างศึก” คว้าแชมป์คิงส์ คัพ ครั้งที่ 45 เองก็อาจถูกมองว่านำรูปแบบการเล่นที่น่าเบื่อ เน้นการตั้งรับที่เหนียวแน่นเป็นหลัก ไม่กระโชกโฮกฮาก บุ่มบ่ามบุกเข้าใส่คู่แข่งด้วยความเมามัน จนแฟนบอลไทยอาจรู้สึกเสียอรรถรส หลายคนอาจจะค่อนขอดว่ามีวิธีการเล่นที่ “น่าเกลียด”

อย่างไรก็ตามตัวอย่างของ Ugly Football ที่ประสบความสำเร็จในเวทีโลกนั้นมีมากมายหลายกรณี โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับทีมรองบ่อน ซึ่ง นี่ คือ ตัวอย่างของ 10 ทีมชาติที่คว้าแชมป์ระดับเมเจอร์โดยเน้นแทคติก และผลการแข่งขัน (บางทีอาจมีโชคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซ้ำ) มากกว่า รูปแบบการเล่นที่สวยงามเร้าใจ เอนเตอร์เทนแฟนบอล หรือฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุด… มันเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า “แทคติก” สำคัญไฉนในเกมลูกหนังระดับโลก

เพราะท้ายที่สุดแล้วแฟนบอลจะจดจำแต่ผู้ชนะ! มีทีมใดกันบ้างที่อาศัย “Ugly Football” และประสบความสำเร็จในระดับโลก (หรือทวีป) ให้แฟนบอลได้ภาคภูมิใจ ติดตามได้ที่นี่

อุรุกวัย, ฟุตบอลโลก 1950

บราซิล นั้นทำท่าว่าจะนอนมา จากการเอาชนะ สวีเดน 7-1 และ ทีมชาติ สเปน 6-1 ตรงกันข้ามกับ อุรุกวัย ที่เสมอกับ สเปน 2-2 แบบเกือบจะแพ้ ถ้าหากว่าไม่มาได้ประตูตีเสมอในช่วงท้ายเกม เช่นเดียวกับในเกมที่พบ สวีเดน ที่มาได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกม ก่อนจะชนะไป 3-2

ในเกมสุดท้ายที่ทั้งสองทีมเจอกัน บราซิล ขอเพียงแค่ผลเสมอเท่านั้นก็จะสามารถคว้าแชมป์ไปครองได้ และก็เป็นฝ่ายออกนำไปก่อน แต่ว่าในครึ่งหลังกลายเป็น อุรุกวัย ที่ยิงคืนสองประตูรวด จาก สเคียฟฟิโน่ และ อิลซิเดส กิ๊กเกีย ที่ทำให้แฟนบอลเกือบสองแสนที่เข้ามาชมที่สนามมาราคาน่า นั้นเงียบกริบ เพราะว่าพวกเขาเตรียมตัวที่จะมาดูทีมรักคว้าแชมป์โลก ไม่ได้มาดูคู่ปรับร่วมทวีป ชูถ้วย จูลส์ ริเม่ต์ ต่อหน้าพวกเขาแบบนี้

หลังจบเกมมีรายงานว่า แฟนบอลชาวบราซิล บางส่วนตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเพราะว่าไม่สามารถทนกับความผิดหวังครั้งนี้ได้ มันเลยกลายเป็นประวัติศาสตร์อันเลวร้ายที่สุดของวงการฟุตบอลแซมบ้า ที่ยังถูกพูดถึงจนทุกวันนี้

เยอรมันตะวันตก, ฟุตบอลโลก 1954

ถ้าหากว่าใครจะบอกว่า “เยอรมันตะวันตก” ที่ตอนนั้นลีกของพวกเขายังเป็นแค่ลีกกึ่งอาชีพ จะได้แชมป์ฟุตบอลโลกคราวนั้น ก็ต้องโดนหาว่าไม่บ้าก็เพี้ยนอย่างแน่นอน เพราะว่าตอนนั้นมหาอำนาจลูกหนังก็คือ ฮังการี ที่นำโดย เฟเรนซ์ ปุสกัส

เยอรมัน ภายใต้การคุมทัพของ เซปป์ แฮร์แบร์เกอร์ ต้องเจอกับ ฮังการี ตั้งแต่รอบแรก และก็โดนถล่มยับไปถึง 3-8 แต่ว่าก็ยังเพียงพอที่จะผ่านเข้ารอบไปได้จากการเอาชนะ ตุรกี ในเกมอีกนัด

การได้รองแชมป์กลุ่มในคราวนั้นถือเป็นโชคดีอย่างหนึ่งของทัพ อินทรีเหล็ก เพราะมันทำให้พวกเขาไม่ต้องไปอยู่เจอกับยอดทีมอย่าง บราซิล, ​อุรุกวัย และ ฮังการี ที่อยู่อีกสาย และนั่นทำให้พวกเขาสามารถกรุยทางเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ ได้สำเร็จ ที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับ ฮังการี

ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะเป็นแชมป์ได้ เนื่องจากว่าคู่แข่งของพวกเขาก็คือ ฮังการี ที่สุดแข็งแกร่ง แถมยังเป็นฝ่ายนำพวกเขาไปก่อน 2-0 ด้วย แต่ว่า สุดท้ายเรื่องเหลือเชื่อที่บ้าบอที่สุดของวงการลูกหนังก็เกิดขึ้น เมื่อ เยอรมัน ยิงคืนสามประตูรวด โดยประตูชัยมาจาก อูเว่ ราห์น ที่พาทีม คว้าแชมป์ไปครองได้อย่างน่าเหลือเชื่อ มันคือการพ่ายแพ้ของ ฮังการี เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยชัยชนะในครั้งนั้นของเยอรมัน ถูกเรียกว่าเป็น “ปาฏิหาริย์แห่งกรุงเบิร์น”

อิตาลี, ยูโร 1968

การคว้าแชมป์รายการยูโร ครั้งแรกและครั้งเดียวของ อิตาลี นั้นถูกวิจารณ์พอสมควร ในเรื่องของความโปร่งใส เพราะว่าหนึ่งในเส้นทางการคว้าแชมป์ของพวกเขามันก็คือการโยนเหรียญ

ในเกมรอบรองชนะเลิศระหว่าง อิตาลี กับ สหภาพโซเวียต นั้นจบลงด้วยการเสมอกัน 0-0 โดยสมัยนั้นยังไม่มีการดวลจุดโทษมาใช้ในรายการนี้ และเมื่อเสมอกัน วิธีตัดสินหาผู้ชนะก็คือการโยนเหรียญหัวก้อยนั่นเอง

แต่ความโปร่งใสต่างหากที่ยังเป็นข้อสงสัย เนื่องจากว่าการโยนเหรียญไม่ได้เป็นโยนกันกลางสนาม แต่เป็นให้กัปตันทีมของทั้งสองทีม, ผู้ตัดสิน และพยาน 1 คน เข้าไปทำการเสี่ยงเหรียญที่ห้องแต่งตัว แล้วเมื่อผลออกมา ภาพที่ จาซินโต้ ฟัคเช็ตติ วิ่งดีใจออกมาที่สนาม มันก็ทำให้ แฟนๆ รู้ว่า พวกเขาได้เข้าชิงชนะเลิศ ซึ่งสุดท้ายก็สามารถเอาชนะ ยูโกสลาเวีย 2-0 คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการได้แชมป์ ยูโร ครั้งแรกและครั้งเดียวของทัพ “อัซซูรี่”

อิตาลี, ฟุตบอลโลก 1982

ในการแข่งขันครั้งนี้ ทีมชาติอิตาลี ไม่ได้เป็นทีมที่ดีที่สุดของรายการ เมื่อเทียบกับ บราซิล, เยอรมันตะวันตก หรือ ฝรั่งเศส แถมก่อนรายการ เอ็นโซ แบร์ซ็อต กุนซือขรัวเฒ่าของทีม ก็ตัดสินใจเรียกตัว เปาโล รอสซี่ ที่เพิ่งจะพ้นโทษแบนจากคดีล็อกผลการแข่งขันมาอีกต่างหาก

อิตาลี ผ่านรอบแรกด้วยการไม่สามารถเอาชนะใครได้แม้แต่เกมเดียว แต่ว่ามันก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มไปได้ ก่อนที่มาปล่อยของในเกมที่ พบกับ ทีมชาติบราซิล ที่สนาม เอสตาดิโอ ซาร์เรีย ที่เกมสวนกลับของเขาสามารถเล่นงานบราซิลอย่างได้ผล จากแฮตทริกของ เปาโล รอสซี่ นั่นเอง…

จากนั้นพวกเขาก็เอาชนะทีมชาติ โปแลนด์ ในรอบรองชนะเลิศ ตามด้วย เอาชนะ ทีมชาติเยอรมันตะวันตก ที่สภาพร่างกายล้าสุดๆ จากการลงเล่น 120 นาทีกับทีมชาติฝรั่งเศส และจากการเดินทาง ส่งผลให้ทีม “อัซซูรี่”​คว้าแชมป์โลกมาครองได้เป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี และเป็นสมัยที่สามของพวกเขา

เดนมาร์ก, ยูโร 1992

อันที่จริง เดนมาร์ก ไม่น่าจะได้มาแข่งขันในรายการนี้ เพราะว่าพวกเขาไม่ผ่านรอบคัดเลือก แต่ว่า เพราะ ยูโกสลาเวีย ที่เป็นแชมป์กลุ่มของพวกเขาดัน โดนปัญหาสงครามภายในประเทศ ทำให้ต้องถูกตัดสิทธิ์ไป

ริชาร์ด โมลเลอร์​ นีลเซ่น เทรนเนอร์ของทีมมีเวลารวมทีมไม่ถึงสองอาทิตย์ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่ม โดยบางคนอย่าง ไมเคิล เลาดรู๊ป ที่เป็นสตาร์ดังของทีมก็ปฏิเสธที่จะร่วมทีมไป โดยให้เหตุว่าไปพักร้อนแล้ว แต่สตาร์รายอื่นอย่าง ปีเตอร์​ ชไมเคิล, ไบรอัน เลาดรู๊ป หรือตัวเก่าอย่าง คิม วิลฟอร์ด ก็ยังไปเล่นในรายการนี้ ซึ่งหลายคนก็มองว่าพวกเขาคงจอดป้ายเพียงแค่รอบแรก เมื่อต้องอยู่ในรอบแบ่งกลุ่มกับตัวเต็งอย่าง อังกฤษ, ฝรั่งเศส และ เจ้าภาพ สวีเดน แต่ว่ามันกลับไม่เป็นแบบนั้น

เดนมาร์ก สามารถพลิกสถานการณ์เข้ารอบได้ในนัดสุดท้ายจากชัยชนะเหนือฝรั่งเศส จากนั้นพวกเขาเอาชนะ ฮอลแลนด์ แชมป์เก่าได้ในดวลลูกโทษ และปิดท้ายรายการด้วยการเอาชนะ เยอรมัน 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ สร้างตำนาน เทพนิยาย ของ ยูโร ได้อย่างยิ่งใหญ่ กับการที่ทีมที่ตกรอบคัดเลือก แต่ว่ากลับปิดฉากด้วยการเป็นแชมป์ ยุโรป โดยเน้นอาศัยการเล่นเกมรับนำหน้าเกมบุกแบบตะบี้ตะบัน…

แคนาดา, คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ 2000

ในการแข่งขันศึก คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ เพื่อชิงความเป็นยอดทีมของโซนนี้ แชมป์ในแต่ละครั้งก็มักจะเป็นพวกเขาประจำในศึกฟุตบอลโลกอย่างทีมชาติ สหรัฐอเมริกา และ ทีมชาติ เม็กซิโก แต่ว่าในปี 2000 ทีมชาติ แคนาดา ของ โฮลเกอร์ โอเซียค ก็สร้างสิ่งที่เหนือความคาดหมาย

ซึ่งเพียงแค่รอบแรกนั้นก็ต้องอาศัยดวงแบบสุดๆ เพราะว่า พวกเขาเสมอทุกนัดที่ลงเล่น ลูกได้ลูกเสีย เท่ากับทีมชาติเกาหลีใต้ชาติที่ได้รับเชิญมาแข่งรายการนี้ ทำให้ต้องหาวิธีการเข้ารอบด้วยการ โยนหัว-ก้อย ซึ่งเป็น แคนาดา ที่ชนะได้เข้ารอบมาในที่สุด

จากนั้นในรอบน็อกเอาต์ พวกเขาพลิกล็อกเอาชนะ เม็กซิโก ได้แบบพลิกความคาดหมาย และปิดท้ายด้วยการเอาชนะ ทีมชาติ โคลอมเบีย ตัวแทนจากอเมริกาใต้ ที่ได้รับเชิญมาแข่งในรายการนี้ ที่นำโดย สตาร์ดังหลายรายอย่าง ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า และดาวรุ่งดีกรีนักเตะของสโมสร เรอัล มาดริด อย่าง เอ็ดวิน คองโก แต่ว่ากลายเป็น แคนาดา ที่เล่นได้ดีแบบเหลือเชื่อ เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2-0 คว้าแชมป์สมัยแรกมาครอง โดยนักเตะของพวกเขา ต่างเหมารางวัลไปทั้งหมด โดยเฉพาะ เครก ฟอร์เรสต์ ผู้รักษาประตูของทีม ได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำรายการ

กรีซ, ยูโร 2004

กรีซ ภายใต้การคุมทัพของ อ๊อตโต้ เรห์ฮาเกล เป็นทีมม้านอกสายตาประจำศึก ยูโร 2004 ที่ประเทศโปรตุเกส ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จได้ หรือเอาแค่ชนะสักนัดก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของพวกเขาแล้ว

แม้ว่า จะเปิดสนามด้วยการเอาชนะ เจ้าภาพโปรตุเกส ได้ตั้งแต่นัดแรก แต่ก็ยังไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะไปได้ไกล แต่พอยิ่งเวลาผ่านไป มันกกลับไม่เป็นแบบนั้น

พวกเขาเอาชนะ ฝรั่งเศส ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยสกอร์ 1-0 ตามด้วยเอาชนะ เช็ก ทีมที่มีเกมรุกร้อนแรงสุด ๆ ในครั้งนั้นด้วยสกอร์เดียวกัน จากการเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ ด้วยกฎซิลเวอร์โกล ซึ่งรูปเกมทุกนัดเหมือนกันหมดก็คือพวกเขาเป็นฝ่ายตั้งรับ แล้วก็ได้ประตูจากจังหวะส่วนกลับและลูกตั้งเตะ เช่นเดียวกับรอบชิงชนะเลิศกับเจ้าภาพ โปรตุเกส ที่หลังจากที่โดนบุกเกือบทั้งเกม ก็มาได้ประตูชัยจาก ลูกโหม่งของ อันเจลอส ชาริสเตอัส ทำให้ทีมคว้าแชมป์มาครองได้แบบเหลือเชื่อที่สุด และเป็นอีกหนี่ง “ตำนานเทพนิยาย” ของศึก ยูโร เหมือนกับที่ เดนมาร์ก ทำเอาไว้เมื่อปี 1992

ปล. มีข่าวว่าอัตราต่อ-รอง ที่กรีซ จะเป็นแชมป์ครั้งนั้นสูงถึง 500 ต่อ 1 เลยทีเดียว

อิรัก, เอเชียน คัพ 2007

ในช่วงหลัง ๆ การแข่งขันรายการ เอเชียน คัพ เพื่อชิงความยิ่งใหญ่ของ เอเชีย ทีมที่ได้แชมป์มักจะหนีไม่พ้นทีมชั้นนำที่เป็นขาประจำของศึกฟุตบอลโลก แต่ว่าในการแข่งขันปี 2007 ชาติที่ได้แชมป์คือ อิรัก ที่สามารถเขียนหน้าประวัติศาสตร์ของตัวเองได้แบบพลิกความคาดหมาย

พวกเขาผ่านรอบแรกมาได้แบบไม่แพ้ใคร แต่ว่าก็ชนะได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นเหนือทีมชาติ ออสเตรเลีย ส่วนในรอบ น็อกเอาต์ พวกเขาโชคดีเจองานไม่หนักมาก เพราะว่าไขว้สายไปเจอกับ เวียดนาม ทำให้ผ่านเข้ารอบต่อไป

รอบรองชนะเลิศกับ เกาหลีใต้ พวกเขาโดนพับสนามบุกเกือบทั้งเกม แต่ว่าก็สามารถยันเอาไว้ได้ที่สกอร์ 0-0 ก่อนที่จะชนะไปได้ในการดวลจุดโทษ เช่นเดียวกับในรอบชิงชนะเลิศ ประตูเดียว จาก ยูเนส มะห์มูด ยอดตำนานลูกหนังอิรักตลอดกาล กับเกมรับอันเหนียวแน่น ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาคว้าแชมป์เอเชีย มาครองได้เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่รุนแรง

แซมเบีย, แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2012

ก่อนแข่งขันรายการนี้ หลายฝ่ายคาดว่า คงถึงเวลาเสียทีที่ ไอวอรี่ โคสต์ จะก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์แห่งแดนกาฬทวีป จากการที่มีเหล่าบรรดาสตาร์ดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดิดิเยร์ ดร็อกบา, ยาย่า ตูเร่, แชร์วินโญ่ และอีกหลายๆรายที่ค้าแข้งอยู่ในลีกใหญ่ของทวีปยุโรป

แต่ว่าในรายการนั้นกลับเป็นทัวร์นาเมนต์ของ ชาติเล็ก ๆ อย่าง แซมเบีย ที่นักเตะดังของพวกเขาเป็นแค่ เอ็มมานูเอล มายูก้า ที่เล่นใน สวิตเซอร์แลนด์ แต่กลับ สร้างความประหลาดใจมากมาย ไล่ตั้งแต่การเขี่ย เซเนกัล ตกรอบแรก แถมยังเอาชนะ กาน่า ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่ง กาน่า คือทีมที่ถูกจับตามองว่าน่าจะเข้าไปชิงกับ ไอวอรี่ โคสต์ มากกว่า

แม้ว่าจะเข้าชิงมาได้ แต่ทุกฝ่ายต่างฟันธงว่า แซมเบีย ไม่น่าจะต้านทานความแข็งแกร่งของทีม “ช้างดำ” ได้แต่ไม่ว่าพวกเขาจะบุกใส่ขนาดไหน ก็ไม่สามารถเจาะ แซมเบีย เข้า ไม่ว่าจะยิงในรูปแบบไหนก็ตาม โดยสุดท้ายเกมก็ต้องยืดเยื้อไปถึงการดวลลูกโทษ ซึ่งก็ต้องยิงกันแบบมาราธอนสุด ๆ ก่อนที่จะเป็น แซมเบีย ที่คว้าแชมป์ไปครองได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากการผ่านการยิงถึงฝ่ายละ 9 คน!

โปรตุเกส, ยูโร 2016

การชนะในเกม 90 นาทีแค่นัดเดียวแล้วเป็นแชมป์ได้ มันคงเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและไม่น่าจะเกิดขึ้นได้กับฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ แต่ว่าทีมชาติโปรตุเกสทำได้

แม้ว่าพวกเขาจะมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์จากสโมสร เรอัล มาดริด เป็นตัวชูโรง แต่ว่าแต่ละนัดของพวกเขาผ่านไปแบบหืดจับ โดยพวกเขาเสมอทั้ง 3 นัดในรอบแรก ต่อ ออสเตีย , ไอซ์แลนด์ และ ฮังการี ตามด้วยการชนะ โครเอเชีย ในช่วงต่อเวลาพิเศษ , ชนะจุดโทษโปแลนด์ และชนะ เวลส์ 2-0 ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งเป็นเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้นที่พวกเขาสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ใน 90 นาที

ส่วนนัดชิงชนะเลิศ พวกเขาก็ทำท่าว่าจะไม่รอด เมื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ บาดเจ็บจนต้องออกจากสนามนตั้งแต่ต้นเกม และเกือบจะโดน ฝรั่งเศสทีมคู่ชิงยิงประตูได้หลายต่อหลายครั้ง แต่กลับกลายเป็น ได้ประตูชัยแบบงงๆ จาก เอแดร์​ ดาวยิงตัวสำรองที่ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติแทนที่ บรูโน่ โมไรร่า อดีตกองหน้าบุรีรัมย์ ที่สื่อแดนฝอยทองมองว่าน่าจะติดธงมากกว่าก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ พาทีมคว้าแชมป์มาครองได้เป็นครั้งแรกของประเทศ

น่าแปลกเหลือเกินที่โปรตุเกส ที่ปกติเล่นบอลสวยงาม ไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆ แต่พอเป็นฝ่ายตั้งรับ กลับได้แชมป์ทวีปซะแบบนั้น!

Powered by UFABET


0

สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน